ฟินซิตี้.โตเกียว จัดเสวนาการเงินดิจิทัลไทย–ญี่ปุ่น ชู “เงินโทเคน” เพิ่มโอกาสธุรกิจไทย รับจ่ายเงินข้ามประเทศคล่องตัวขึ้น
ฟินซิตี้.โตเกียว จัดเสวนาการเงินดิจิทัลไทย–ญี่ปุ่น
ชู “เงินโทเคน” เพิ่มโอกาสธุรกิจไทย รับจ่ายเงินข้ามประเทศคล่องตัวขึ้น
(วิทยากร: เท็ตสึยะ อิโนอุเอะ, ทาเคชิ คิโตะ, ดร.ศุภกร สิทธิไชย, ชลเดช เขมะรัตนา)
กรุงเทพฯ 21 ตุลาคม 2569 – ฟินซิตี้.โตเกียว (FinCity.Tokyo) องค์กรส่งเสริมกรุงโตเกียวสู่การเป็นศูนย์กลางการเงินระดับโลกจัดเวทีเสวนา “เงินดิจิทัลแห่งอนาคต สู่การเติบโตไร้พรมแดน: เจาะลึกระเบียงความร่วมมือการเงินดิจิทัล ไทย–ญี่ปุ่น” เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2569 โดยเป็นเวทีคู่ขนานกับการจัดประชุม IMF ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ
เวทีนี้มีผู้แทน ผู้เชี่ยวชาญ จากสองประเทศ ร่วมหารือแนวทางนำเทคโนโลยีการเงินดิจิทัลมาช่วยให้ธุรกิจรับจ่ายเงินระหว่างประเทศได้สะดวกขึ้น โดยเน้นโอกาสของ “เงินโทเคน” ในการลดขั้นตอนและเวลารอรับเงิน เพิ่มความคล่องตัวให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี
รู้จัก “เงินโทเคน” โอกาสลดต้นทุน–รับเงินเร็วขึ้น ขยายโอกาสธุรกิจและการลงทุนระหว่างประเทศ
“Tokenization” คือการนำเงินหรือสินทรัพย์มาแสดงในรูปแบบโทเคนดิจิทัลบนระบบที่รองรับการบันทึกและโอนสิทธิ สำหรับ “เงินโทเคน” จุดเด่นคือสามารถเชื่อมการชำระเงินเข้ากับเงื่อนไขของธุรกรรม เช่น กำหนดให้การจ่ายเงินและการรับหลักทรัพย์เกิดขึ้นพร้อมกัน ช่วยลดความเสี่ยงที่ฝ่ายหนึ่งจ่ายเงินแล้ว แต่อีกฝ่ายยังไม่ส่งมอบสินทรัพย์
สำหรับธุรกิจไทยที่ค้าขายกับต่างประเทศ หากระบบของสถาบันการเงินเชื่อมต่อกันได้ เทคโนโลยีนี้อาจช่วยลดขั้นตอน ระยะเวลาการชำระเงิน และค่าใช้จ่ายบางส่วนในการโอนเงิน ทำให้ผู้ประกอบการนำเงินกลับมาหมุนเวียนได้เร็วขึ้น โดยเฉพาะเอสเอ็มอีที่ต้องใช้เงินสำหรับซื้อวัตถุดิบ จ่ายค่าจ้าง หรือรองรับคำสั่งซื้อใหม่ ขณะเดียวกัน ธนาคารและบริษัทฟินเทคก็มีโอกาสร่วมพัฒนาบริการรับจ่ายเงินและบริหารเงินทุนที่ตอบโจทย์ธุรกิจมากขึ้น
นาย โลรองต์ เดอปุส เลขาธิการสมาคมธนาคารนานาชาติแห่งญี่ปุ่น และผู้แทนฟินซิตี้.โตเกียว กล่าวว่าสาระสำคัญของการเงินดิจิทัลควรเชื่อมจุดแข็งของสถาบันการเงินกับนวัตกรรมเทคโนโลยีที่จับต้องได้ ทั้ง AI บล็อกเชน และการแปลงสินทรัพย์และสิทธิให้อยู่ในรูปโทเคนดิจิทัล หรือ Tokenization ที่ควรช่วยให้บริการทางการเงินมีประสิทธิภาพ เข้าถึงได้ง่าย และตอบโจทย์ธุรกิจและประชาชนมากขึ้น
นายยาสุโตะ วาตานาเบะ ผู้อำนวยการ สำนักงานวิจัยเศรษฐกิจมหภาคของภูมิภาคอาเซียน+3 หรือ AMRO เห็นว่า ระบบชำระเงินในอนาคตต้องอาศัยการเชื่อมโยงหลายระบบ ความร่วมมือระหว่างประเทศจึงมีบทบาทสำคัญในการขยายบริการข้ามพรมแดน และช่วยให้ประชาชนเข้าถึงบริการทางการเงินได้มากขึ้น
ต่อยอดความร่วมมือไทย–ญี่ปุ่น สู่การทดสอบใช้งานจริง
ด้านนายเท็ตสึยะ อิโนอุเอะ หัวหน้าฝ่ายวิจัยนโยบาย ฟินซิตี้.โตเกียว และนักเศรษฐศาสตร์บริหาร ของ โซนี่ ไฟแนนเชียล กรุ๊ป กล่าวว่า ความสำเร็จของระบบชำระเงินผ่านคิวอาร์โค้ดในไทยแสดงให้เห็นถึงประโยชน์ของมาตรฐานร่วม ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาเงินโทเคนเช่นกัน ควบคู่กับการคุ้มครองข้อมูลที่เข้มแข็ง ก้าวต่อไปจึงควรเปิดการหารือระหว่างไทยกับญี่ปุ่น ตั้งแต่การชำระเงินระหว่างสถาบันการเงิน ไปจนถึงการรับจ่ายเงินของธุรกิจในห่วงโซ่อุปทาน
ด้านนายทาเคชิ คิโตะ ผู้อำนวยการ GFTN ญี่ปุ่น กล่าวว่า ฐานเงินทุนและเครือข่ายการเงินของโตเกียวสามารถต่อยอดความร่วมมือกับธุรกิจไทยได้ แต่ต้องเร่งทดสอบแนวคิดให้เห็นผลจริง พร้อมสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ใช้งาน เพื่อเปลี่ยนโอกาสทางเทคโนโลยีให้เป็นบริการที่ธุรกิจนำไปใช้ได้
ดร.ศุภกร สิทธิไชย รักษาการผู้อำนวยการใหญ่ depaกล่าวว่า สินทรัพย์ดิจิทัลที่กำหนดเงื่อนไขการทำธุรกรรมได้มีศักยภาพช่วยลดต้นทุน และเปิดโอกาสให้ธุรกิจขนาดเล็กเข้าถึงบริการทางการเงิน โดย depaพร้อมสนับสนุนการทดสอบแนวคิดและทำงานร่วมกับหน่วยงานกำกับดูแล ควบคู่กับการพัฒนาความปลอดภัยทางไซเบอร์ ความรู้ของผู้ใช้งาน และการคุ้มครองผู้บริโภค
ขณะที่นายชลเดช เขมะรัตนา นายกสมาคมฟินเทคประเทศไทย และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ วีบูลล์ ประเทศไทย กล่าวว่าการพัฒนาการชำระเงินระหว่างประเทศด้วยเงินโทเคน จะทำให้นักผู้ลงทุนทั้งไทยและญี่ปุ่นจะเข้าถึงการลงทุนระหว่างกันได้ง่ายขึ้น เช่นการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ แต่ทั้งนี้จะต้องศึกษากฎเกณฑ์และการเชื่อมต่อที่เหมาะสมก่อนนำไปใช้จริงพร้อมนำเสนอแนวคิดนำโทเคนมาใช้ในภาคการท่องเที่ยวเป็นโครงการนำร่อง เนื่องจากมีการเดินทางระหว่างสองประเทศอย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบัน ไทยอยู่ระหว่างศึกษาและทดสอบธุรกรรมโทเคน รวมถึงการชำระเงินที่กำหนดเงื่อนไขอัตโนมัติ ประโยชน์ในวงกว้างจึงยังขึ้นอยู่กับผลการทดสอบ ต้นทุน ความพร้อมของระบบ และกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง โดยเวทีเสวนาย้ำว่าความสำเร็จต้องวัดจากประโยชน์ที่ธุรกิจได้รับจริง ทั้งความรวดเร็ว ค่าใช้จ่าย และความปลอดภัย
สำหรับ ฟินซิตี้.โตเกียว มุ่งทำหน้าที่เชื่อมผู้ประกอบการไทยกับสถาบันการเงิน นักลงทุน และบริษัทฟินเทคในญี่ปุ่น เพื่อค้นหาพันธมิตรและพัฒนาบริการร่วมกัน โดยนำเงินทุนและเทคโนโลยีของญี่ปุ่นมาผสานกับความเข้าใจตลาดไทยและอาเซียน เปิดทางสู่ความร่วมมือที่ช่วยให้ธุรกิจไทยค้าขายและลงทุนระหว่างประเทศได้คล่องตัวขึ้น
