สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยคาดการณ์ตลาดยานยนต์ยังทรง พร้อมวอนรัฐออกมาตรการกระตุ้นต่อเนื่อง

0
IMG_3529

สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยคาดการณ์ตลาดยานยนต์ยังทรง พร้อมวอนรัฐออกมาตรการกระตุ้นต่อเนื่อง

กรุงเทพฯ 31 มีนาคม 2569 – สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย (The Thai Automotive Industry Association : TAIA) ร่วมกับสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย (The Thai Automotive Journalists Association : TAJA) จัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับสื่อมวลชน (TAIA Meets the Press) ในหัวข้อ เจาะลึกอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยโดยมองแนวโน้มตลาดยานยนต์ปี พ.ศ. 2569 มีแนวโน้มการเติบโตใกล้เคียงกับปีที่แล้ว โดยอาจจะดีขึ้นหากได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างต่อเนื่อง

นายสุวัชร์ ศุภกาญจน์เดชากุล นายกสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย เผยว่า ในปี พ.ศ. 2569 คาดการณ์การผลิตรถยนต์ของไทยโดยรวมที่ 1.5 ล้านคัน เติบโตขึ้นจากปีที่ผ่านมาประมาณ 3.4%
โดยแบ่งเป็นการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 550,000 คัน และผลิตเพื่อส่งออก 950,000 คัน
และสำหรับตัวเลขรถจักรยานยนต์ คาดการณ์ยอดผลิตที่ 2 ล้านคัน เติบโตลดลงจากปีที่ผ่านมา
ประมาณ 4.76 % ปัจจัยที่ส่งผลต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ไทยปี 2569 มี ดังนี้

ทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในปี 2569

การผลิตรถยนต์เพื่อการส่งออกในปี 2569 ยังคงมีสัดส่วนมากกว่าการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ โดยคาดการณ์ว่าจะอยู่ในระดับมากกว่า 60% ของการผลิตรถยนต์ทั้งหมด
สัดส่วนการผลิตรถยนต์นั่ง xEV มีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดในประเทศและต่างประเทศ โดยส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มรถยนต์นั่งไฟฟ้า HEV BEV และ PHEV ตามลำดับ คาดว่าสัดส่วนของการผลิตรถยนต์นั่ง XEV จะยังคงสัดส่วนมากกว่าการผลิตรถยนต์นั่ง ICE  
ประเทศไทยยังคงเป็นฐานการผลิตรถกระบะ 1 ตัน ที่สําคัญของโลก และเป็น Product Champion” ที่สำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย โดยเกือบทั้งหมดเป็นรถยนต์กระบ ICE ซึ่งยังสามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคทั้งในและนอกประเทศได้ดี
ด้านกำลังซื้อภายในประเทศ ตลาดยังคงได้รับแรงกดดันจากจากหนี้ครัวเรือนและหนี้เสียของสินเชื่อยานยนต์ที่คงตัวอยู่ในระดับสู (โดยเฉพาะกลุ่มรถยนต์กระบะ) ส่งผลให้สถานบันการเงินยังคงความเข็มงวดในการปล่อยสินเชื่อต่อไปอีกระยะหนึ่ง และคาดว่าจะทำให้ตลาดรถยนต์กระบะมีแนวโน้มฟื้นตัวได้ช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้
การส่งออกรถยนต์ในปี 2569 มีแนวโน้มคงตัวในระดับใกล้เคียงกับปีที่แล้ว โดยมีปัจจัยที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เช่นภาวะเศรษฐกิจโลก กฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมและมลพิษของประเทศคู่ค้า รวมถึงสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลา

ความท้าทายต่ออุตสาหกรรมยานยนต์และข้อเสนอแนะ

1. ผลกระทบจากปัญหาสงครามในภูมิภาคตะวันออกลาง
การส่งออกรถยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ไปยังตะวันออกกลางหยุดชะงัก จากการปิดเส้นทางการขนส่งสินค้าสำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซ โดยในปี 2568 ไทยส่งออกรถยนต์ไปยังภูมิภาคตะวันออกกลางสูงถึง 200,000 คัน คิดเป็น 21% ของการส่งออกทั้งหมดและเป็นตลาดสำคัญอันดับที่ 3 ของไทย โดยคาดการณ์ผลกระทบได้คือ

ผลกระทบระยะสั้น

ภาคอุตสาหกรรมอาจเผชิญกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากราคาน้ำมัน ค่าเรือขนส่ง(Freight) ค่าระวางเรือ และค่าเบี้ยประกันภัยที่ปรับสูงขึ้น
การขาดแคลนพลังงาน และต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นฉับพลัน ส่งผลต่อกระบวนการผลิตที่อาจหยุดชะงัก รวมถึงต้นทุนที่อาจเพิ่มขึ้น

ผลกระทบระยะกลาง – ยาว

หากสงครามยืดเยื้อ อาจก่อให้เกิดภาวะเงินเฟ้อจากราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้หลายประเทศต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวและกำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง
2. มาตรฐานประสิทธิภาพพลังงานเชื้อเพลิงในยานยนต์ใหม่ (New Vehicle Efficiency Standard : NVES) ของประเทศออสเตรเลีย โดยมีผลบังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2568 ซึ่งจะมีความเข้มงวดมากขึ้นในปีนี้ ส่งผลให้ผู้ส่งออกรถยนต์จากประเทศไทยจำเป็นพิจารณารถยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เช่น HEV PHEV หรือ BEV เพื่อให้เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด
3. โครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่สำหรับยานยนต์ เริ่มบังคับใช้มาตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา ส่งผลให้ผู้ผลิตรถยนต์จำเป็นต้องพัฒนาผลิตภัณฑ์และปรับตัวให้สอดคล้องกับแนวทางของโครงสร้างภาษีฉบับใหม่ ทั้งการลดการปล่อย CO2 การติดตั้งระบบความปลอดภัยขั้นสูง ADAS รวมถึงการใช้ชิ้นส่วนยานยนต์ที่ผลิตในประเทศ

นอกจากนี้ สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยได้เสนอมาตรการต่อภาครัฐ ดังนี้

1. เพื่อบรรเทาผลกระทบจากภาวะสงครามในตะวันออกกลาง สมาคมฯ ขอให้ภาครัฐมีมาตรการส่งเสริมและกระตุ้นตลาดรถยนต์ภายในประเทศ เพื่อทดแทนปริมาณรถยนต์ที่ไม่สามารถส่งออกไปยังตะวันออกกลางได้ รวมถึงมีมาตรการเยียวยาผู้ผลิตรถยนต์และชิ้นส่วนที่ได้รับผลกระทบจากภาวะสงคราม
2. เพื่อเป็นการรักษาตลาดส่งออกรถยนต์สำคัญของไทยอย่างภูมิภาคออสเตรเลียและโอเชียเนีย สมาคมฯขอให้ภาครัฐหาโอกาสเจรจาเพื่อชะลอหรือผ่อนผัน การบังคับใช้มาตรการ NVES เพื่อให้ผู้ผลิตรถยนต์ในประเทศไทยมีเวลาปรับตัว
3. มาตรการกระตุ้นยอดขายในประเทศ

3.1. มาตรการระยะสั้น เช่น

     3.1.1. มาตรการด้านภาษี: การใช้กลไกการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
              และ การหักค่าใช้จ่ายเงินได้นิติบุคคล สำหรับการซื้อรถยนต์ที่ผลิตในประเทศ
              เพื่อจูงใจการซื้อรถยนต์

    3.1.2. มาตรการด้านสินเชื่อ: ผ่านการผ่อนปรนเงื่อนไขการปล่อยสินเชื่อสำหรับ
             กู้ซื้อรถ

    3.1.3. มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ: กระตุ้นการใช้จ่ายของภาครัฐผ่านงบประมาณ
   ประจำปี

   3.1.4. มาตรการเพิ่มสัดส่วนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในหน่วยงานภาครัฐ ให้รวมถึง
   รถยนต์ XEV ทุกชนิด และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า

               3.2 มาตรการระยะกลาง – ยาว

   3.2.1. มาตรการ สนับสนุนการผลิตภายในประเทศทดแทนการส่งเสริมการนําเข้า
   รถยนต์จากต่างประเทศ โดยขอให้มีการกําหนดโครงสร้างภาษีสรรพสามิตตาม
   สัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศ (LOCAL CONTENT) และลดหรือยกเว้นอากร
   นําเข้าชิ้นส่วนสําคัญสําหรับรถยนต์ไฟฟา xEV ในระยะต้นของการผลิตสําหรับ
   ชิ้นส่วนทีไม่มีผู้ผลิตในประเทศไทย

    ​​    3.2.2. มาตรการยกระดับอุตสาหกรรมชิ้นส่วนเพื่อเตรียมความพร้อมสู่ยานยนต์
                     สมัยใหม่ เพื่อสนับสนุนและส่งเสริม การเปลี่ยนผ่านของผู้ผลิตชิ้นส่วนภายในประเทศ

   3.2.3.เร่งรัดการเจรจาข้อตกลง FTA โดยเฉพาะกับกลุ่มประเทศที่มีศักยภาพในการ
            ส่รถยนต์จากประเทศไทย

โดยคาดหวังว่ามาตรการเหล่านี้ จะสามารถกระตุ้นตลาดรถยนต์และรถจักรยานยนต์ปีนี้ และปีต่อๆไป ให้ฟื้นตัวไปสู่ระดับปกติ และดียิ่งขึ้นต่อไป

นอกจากนี้ภายในงานยังมีการมอบรางวัล TAIA-AIC Traffic Safety Awards 2025 หรือโครงการประกวดมาตรการองค์กรส่งเสริมความปลอดภัยทางถนน โดยสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยได้มอบรางวัลให้แก่บริษัทผู้ผลิตยานยนต์จำนวน 12 บริษัท เพื่อเป็นการยกย่องและส่งเสริมว่าบริษัทดังกล่าว ได้ดำเนินมาตรการด้านความปลอดภัยทางถนนต่างๆอย่างเป็นรูปธรรม”

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *